วันอาทิตย์ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

พระพิฆเนศวร เทพผู้แห่งความสำเร็จ

       พระพิฆเนศวร เทพเจ้าแห่งศิลปะวิทยาการ ความสำเร็จ ขจัดความขัดข้องทั้งปวง
   คนในสมัยก่อนมักพูดกันว่า "อยากเก่งทางรบ ทางการสงครามให้ไหว้พระขันฑกุมาร แต่หากอยากเก่งทางศิลปะและการแต่งหนังสือให้ไหว้พระพิฆเนศวร"  แม้นว่าเทพทั้ง 2 องค์นี้จะเป็นพี่น้องกัน (พระพิฆเนศวรเป็นพี่ชายของพระขันฑกุมาร) แต่ดูเหมือนว่าจะเก่งกันคนละด้าน เนื่องจากพระขันฑกุมารนั้นถือกันว่าเป็นเทพเสนาและการสงคราม ส่วนผู้เป็นพี่คือพระพิฆเนศวรนั้น จะเก่งทางด้านศิลปะและการแต่งหนังสือในเมืองไทยนั้นเรามักจะเห็นคนที่ทำงาน หรือเรียนทางด้านศิลปะนิยมกราบไหว้บูชาองค์พระพิฆเนศวรกันเป็นจำนวนมาก เนื่องจากคนไทยถือกันว่าการกราบไหว้บูชาองค์พระพิฆเนศวรนี้จะช่วยให้เก่งทางด้านศิลปะ การแต่งหนังสือจะไม่พบอุปสรรค ขวากหนามและความขัดข้องหมองใจทั้งปวงก็จะถูกขจัดปัดเป่าจนหมดสิ้น

     ตำนานกำเนิดพระพิฆเนศ เชื่อกันว่า พระพิฆเนศเป็นโอรสของ พระศิวะกับ พระศรีมหาอุมาเทวี (พระแม่อุมา) ได้รับการยกย่องให้เป็นผู้เขียนคัมภีร์มหาภารตะ จากวาจาของพระฤษีวยาส และนับถือกันว่า เป็นเทพเจ้าแห่งการรจนาหนังสือ ดุจเดียวกับ พระสุรัสวดี

     พระพิฆเนศ มีกายเป็นมนุษย์ มีเศียรเป็นช้าง อีกชื่อหนึ่งจึงเรียกว่า คชานนท์ มีงาข้างเดียว อ้วนเตี้ย ท้องพลุ้ย หูยาน พระวรกายสีแดง สีขาว สีเหลือง ฯลฯ นุ่งห่มภูษาแดง มี ๔ กร ถือบ่วงบาศ ขอสับช้าง และมีเทพศัสตราวุธอีกหลายชนิด ซึ่งได้รับประทานจากพระศิวะ มีพาหนะบริวาร คือ หนู นามว่า มุสิกะ
     เหตุที่พระพิฆเนศวรงาหัก
   มีหลายตำนานที่เล่าขานถึงการมีงาเพียงข้างเดียวของพระพิฆเนศซึ่งก็แตกต่างกันมากมายแต่ดูเหมือนว่า ตำนานที่ว่าถูก "ปรศุราม" หรือรามผู้ถือขวานตัดงานี้ดูจะได้รับความนิยมมากที่สุด (ปรศุรามหรือนารายณ์ อวตารปางที่ 6 ชื่อว่า "ปางปรศุรามวตาร" หรือรามผู้ถือขวาน)
   เรื่องที่พระคเณศหรือพระพิฆเนศวรเสียงามีดังนี้ กล่าวคือ องค์ปรศุรามมีประสงค์จะเข้าเฝ้าพระอิศวรแต่พระพิฆเนศวรซึ่งในขณะนั้นทำหน้าที่เป็นนายทหารหน้าห้องพระอิศวรไม่ยอมให้เข้าเนื่องจากขณะนั้นพระอิศวรกำลังบรรทมหลับอยู่ และมิประสงค์ให้ผู้ใดเข้าเฝ้าแต่ปรศุรามดื้อดึงจะเข้าเฝ้าให้ได้จึงเกิดการต่อสู้กัน แต่ปรศุรามสู้พระพิฆเนศวรไม่ได้จึงใช้ขวาน ซึ่งเป็นของพระอิศวรประทานไว้ให้จามเข้าใส่เศียรของพระพิฆเนศวร พระพิฆเนศวรเห็นเป็นขวานของพระบิดาจึงไม่กล้าทำอะไรรุนแรงเพียงใช้งารับขวานไว้ งาของพระพิฆเนศวรจึงหักออกมา   ด้วยเหตุนี้รูปพระพิฆเนศวรโดยทั่วไปจึงเห็นว่ามีงาเพียงข้างเดียว โดยนิยมทำงาทางด้านขวาหักมากกว่างาทางด้านซ้าย

เหตุที่พระพิฆเนศวรมีสายรัดท้องเป็นงูเห่า
   สืบเนื่องมาจากตอนที่พระพิฆเนศวรกลับจากงานบวงสรวงเหล่าเทพ พระพิฆเนศวรเสวยขนมต้มมากจนท้องโต ระหว่างทรงหนูพาหนะเพื่อกลับที่ประทับนั้น เผอิญมีงูเห่าตัวหนึ่งเลื้อยตัดหน้าหนูพาหนะของพระองค์ จนพระพิฆเนศวรตกจากหลังหนูพาหนะของพระองค์ ลงมานั่งท้องแตกกับพื้น และพิฆเนศวรโกรธจัดฆ่างูเห่าตัวนั้นตายแล้วจับขนมต้มยัดใส่ท้องตามเดิม  ด้วยความเสียดาย แล้วใช้งูเห่าตัวนั้นมาเป็นสายรัดท้องไม่ให้ขนมต้มแตกออกมาจากท้อง   ซึ่งเหตุการณ์ในครั้งนั้น พระจันทร์ซึ่งลอยอยู่กลางฟ้าเห็นเข้าโดยบังเอิญก็เกิดหัวเราะเยอะขบขันในการกระทำของพระพิฆเนศวรซึ่งก็ทำให้พระพิฆเนศวรโกรธด้วยความละลายจึงใช้งาขว้างใส่พระจันทร์ในทันที งาที่ขว้างใส่พระจันทร์ก็ติดแน่นอยู่ที่พระจันทร์ จนกระทั่งรัศมีอันสว่างไสว งดงามของพระจันทร์นั้นมืดลับดับหายไป อันเป็นที่มาของข้างแรมที่มนุษย์โลกเห็นว่าพระจันทร์นั้น บางครั้งก็เว้าแหว่างไม่เต็มดวงตลอดเดือน" ด้วยเหตุนี้พระพิฆเนศวรกับพระจันทร์จึงไม่ค่อยกินเส้นกัน โดยถือเป็นข้อห้ามว่าหากวันใดมีการประกอบพิธีที่มีองค์พระพิฆเนศวรอยู่ในพิธีใด คืนนั้นห้ามมองพระจันทร์ แต่หากใครมองพระจันทร์จะถูกพระพิฆเนศวรสาบให้เป็นคนที่น่ารังเกียจเดียดฉันท์ที่สุด

เหตุที่พระพิฆเนศวรมีหนูเป็นพาหนะ
   เวลาเรามองรูปประติมากรรมหรืองานจิตกรรมใดๆ ของพระพิฆเนศวร เรามักจะเห็นมีหนูเป็นสัตว์บริวาร หรือบางทีก็เป็นสัตว์พาหนะ พระองค์ประทับหลังหนูเป็นต้น มีตำนานดังนี้ ในสมัยก่อนมีอสูรร้ายตนหนึ่งชื่อ "คชมุขาสูร" มีหน้าเป็นช้างมีฤทธิ์มากใครฆ่าไม่ตาย สร้างความเดือดร้อนไปทั้ง 3 โลก (ตรีโลก หรือ 3 โลก คือ โลกสวรรค์, โลกมนุษย์ และโลกบาดาร) ร้อนถึงพระอิศวรมีเทวโองการให้พระพิฆเนศวรลงมาปราบ ทั้งพระพิฆเนศวรและคชมุขาสูรรบกันอยู่นาน  แต่ดูเหมือนว่าพระพิฆเนศวรจะมีอิทธิฤทธิ์มากกว่าจึงสะกดและสาบ คชมุขาสูรให้เป็นหนู พระพิฆเนศวรจึงมีพาหนะเป็นหนู และได้รับนามว่า "อาขุรถ" (ผู้ทรงหนูเป็นพาหนะ) ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา หลังจากนั้นพระพิฆเนศวรได้แต่งงานกับนางพุทธิ และนางสิทธิ ธิดาของประชาบดีอิศวรูป มีบุตร 2 คน คือนางพุทธิให้กำเนิดลาภะ ส่วนนางสิทธิให้กำเนิดเกษม
ภาณุพงศ์ เผือกกันสี  22/7/55

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น