วันอาทิตย์ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

พระศิวะ

พระศิวะ ณ เขาไกรลาศ

ตำนานพระศิวะ

พระศิวะ แปลว่า ผู้ปี่ยมความกรุณาในการชุบชีวิตต่างๆ ให้บริสุทธิ์ พระองค์คือมหาโยคี จอมราชาของเหล่าทวยเทพและมุนีทั้งปวง อันประกอบไปด้วยบรรดาฤาษี โยคี มุนี ดาบส ฯลฯ
     ตำนานระบุว่า พระศิวะเกิดจากพระเวทและพระธรรมที่ช่วยกันเนรมิตพระองค์ขึ้นมาเพื่อสร้างโลกขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง  หลังจากที่โลกได้ละลายกลายเป็นอากาศมาช้านาน โดยมอบฤทธิ์ อำนาจ ให้พระศิวะ มีอิทธิฤทธิ์สูงสุด  สามารถประทานพรให้กับบุคคลใดก็ได้  โดยไม่มีเลือกที่รักมักที่ชัง  มีความกรุณาต่อทุกชีวิตในไตรโลก ไม่ว่า อินทร์ พรหม ยมยักษ์ อสูร เทวดา พญานาค นางอัปสร หรือ คนธรรพ์ ฯลฯ ผู้ที่รับพรนั้นๆ ไป ก็มีฤทธิ์เป็นไปตามพรของพระศิวะทุกประการ
     พระศิวะทรงมีเอกอัครมเหสีคู่พระทัยคือ พระแม่ศรีมหาอุมาเทวี หรือ พระอุมาเทวี หรือชาวฮินดูนิยมเรียกกันว่า พระนางปาราวตี  ซึ่งเป็นอิตถีเทพ ที่งดงามเป็นยิ่งนัก และยังเป็นเทพเทวีที่มีผู้คนนิยมบวงสรวงบูชามากมายว่าเทพนารีองค์อื่นองค์ใด  พระแม่อุมามหาเทวีปรากฏอยู่ในทุกคัมภีร์ทุกตำรา ด้วยเพราะพระศิวะนั้นไม่ปรากฏว่าจะมีพระชายาอีกมากมายดังมหาเทพองคือื่น ๆ
     พระศิวะทรงเป็นพระบิดาของพระพิฆเนศวรและพระขันธกุมาร พระโอรส 2 พระองค์นี้ประสูติจากพระแม่อุมา อัครมเหสีคู่บารมี
     พระศิวะมียังพระชายาคู่บารมีอีก 2 พระนาง คือ พระคงคาและพระนางสนธยา พระแม่คงคาซึ่งเป็นพระพี่นางของพระแม่อุมามหาเทวี อัครมเหสีของพระศิวะนั้น  แต่เดิมก็เป็นพระชายาองค์รองๆ ของพระนารายณ์หรือพระวิษณุ ซึ่งเมื่อได้มีเรื่องมีราวขัดแย้งบาดหมางกันระหว่างบรรดาพระชายาพระวิษณุ จนก่อเหตุให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญใจ พระวิษณุจึงได้นำพระแม่คงคามาถวายให้เป็นพระชายาของพระศิวะ
     ส่วนพระนางสนธยานั้นเป็นธิดาของพระพรหม มหาเทพอีกพระองค์หนึ่ง ซึ่งมีความผิดในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง จนเป็นเหตุให้พระพรหมผู้เป็นบิดาทรงกริ้วนัก และปรารถนาที่จะลงโทษพระธิดาสนธยาอย่างหนัก ซึ่งพระธิดาก็เกรงกลัวที่จะถูกลงโทษทัณฑ์ จึงได้แปลงกายเป็นนางเนื้อหลบลี้หนีพระบิดาไปเสีย
     พระพรหมเองก็ไม่ยอมลดละ ด้วยความกริ้วถึงกับนิรมิตองค์เป็นกวางตามนางเนื้อไปในทันที พระศิวะได้ทรงบังเอิญมาพบเห็นเข้า ก็จึงได้มีความเห็นใจพระธิดาสนธยา ครั้นจะห้ามปรามพระพรหมผู้เป็นบิดาของพระนางสนธยาก็ดูจะกระไรอยู่ จึงได้ยับยั้งความกริ้วของพระพรหมในครั้งนั้นด้วยการแผลงศรไปถูกเศียรกวางขาดกระเด็น
     เมื่อพระพรหมกลับคืนมาสู่ร่างเดิม ก็จึงได้คลายความโกรธ และพระศิวะก็ได้พูดคุยกับพระพรหมให้ยกโทษให้กับพระธิดา และการขออภัยโทษแก่พระนางสนธยานั้นคงจะไม่เป็นการสำเร็จโดยง่าย พระศิวะจึงได้ใช้วิธีทูลขอพระนางสนธยามาเป็นพระชายา ด้วยความเกรงอกเกรงใจกัน พระพรหมจึงได้ยินดียกพระธิดาให้ไปเป็นพระชายาของพระศิวะ ด้วยเหตุนี้เองที่พระธิดาสนธยาจึงไม่ต้องถูกพระบิดาลงโทษ
     ดังนั้นจึงเห็นได้ว่าการที่มีพระชายาเพิ่มขึ้นมานั้นไม่ได้เป็นเพราะพระศิวะออกไปแสวงหาด้วยความมากรักหลายใจแต่อย่างใด

ภาณุพงศ์ เผือกกันสี 23/7/55

พระพิฆเนศวร เทพผู้แห่งความสำเร็จ

       พระพิฆเนศวร เทพเจ้าแห่งศิลปะวิทยาการ ความสำเร็จ ขจัดความขัดข้องทั้งปวง
   คนในสมัยก่อนมักพูดกันว่า "อยากเก่งทางรบ ทางการสงครามให้ไหว้พระขันฑกุมาร แต่หากอยากเก่งทางศิลปะและการแต่งหนังสือให้ไหว้พระพิฆเนศวร"  แม้นว่าเทพทั้ง 2 องค์นี้จะเป็นพี่น้องกัน (พระพิฆเนศวรเป็นพี่ชายของพระขันฑกุมาร) แต่ดูเหมือนว่าจะเก่งกันคนละด้าน เนื่องจากพระขันฑกุมารนั้นถือกันว่าเป็นเทพเสนาและการสงคราม ส่วนผู้เป็นพี่คือพระพิฆเนศวรนั้น จะเก่งทางด้านศิลปะและการแต่งหนังสือในเมืองไทยนั้นเรามักจะเห็นคนที่ทำงาน หรือเรียนทางด้านศิลปะนิยมกราบไหว้บูชาองค์พระพิฆเนศวรกันเป็นจำนวนมาก เนื่องจากคนไทยถือกันว่าการกราบไหว้บูชาองค์พระพิฆเนศวรนี้จะช่วยให้เก่งทางด้านศิลปะ การแต่งหนังสือจะไม่พบอุปสรรค ขวากหนามและความขัดข้องหมองใจทั้งปวงก็จะถูกขจัดปัดเป่าจนหมดสิ้น

     ตำนานกำเนิดพระพิฆเนศ เชื่อกันว่า พระพิฆเนศเป็นโอรสของ พระศิวะกับ พระศรีมหาอุมาเทวี (พระแม่อุมา) ได้รับการยกย่องให้เป็นผู้เขียนคัมภีร์มหาภารตะ จากวาจาของพระฤษีวยาส และนับถือกันว่า เป็นเทพเจ้าแห่งการรจนาหนังสือ ดุจเดียวกับ พระสุรัสวดี

     พระพิฆเนศ มีกายเป็นมนุษย์ มีเศียรเป็นช้าง อีกชื่อหนึ่งจึงเรียกว่า คชานนท์ มีงาข้างเดียว อ้วนเตี้ย ท้องพลุ้ย หูยาน พระวรกายสีแดง สีขาว สีเหลือง ฯลฯ นุ่งห่มภูษาแดง มี ๔ กร ถือบ่วงบาศ ขอสับช้าง และมีเทพศัสตราวุธอีกหลายชนิด ซึ่งได้รับประทานจากพระศิวะ มีพาหนะบริวาร คือ หนู นามว่า มุสิกะ
     เหตุที่พระพิฆเนศวรงาหัก
   มีหลายตำนานที่เล่าขานถึงการมีงาเพียงข้างเดียวของพระพิฆเนศซึ่งก็แตกต่างกันมากมายแต่ดูเหมือนว่า ตำนานที่ว่าถูก "ปรศุราม" หรือรามผู้ถือขวานตัดงานี้ดูจะได้รับความนิยมมากที่สุด (ปรศุรามหรือนารายณ์ อวตารปางที่ 6 ชื่อว่า "ปางปรศุรามวตาร" หรือรามผู้ถือขวาน)
   เรื่องที่พระคเณศหรือพระพิฆเนศวรเสียงามีดังนี้ กล่าวคือ องค์ปรศุรามมีประสงค์จะเข้าเฝ้าพระอิศวรแต่พระพิฆเนศวรซึ่งในขณะนั้นทำหน้าที่เป็นนายทหารหน้าห้องพระอิศวรไม่ยอมให้เข้าเนื่องจากขณะนั้นพระอิศวรกำลังบรรทมหลับอยู่ และมิประสงค์ให้ผู้ใดเข้าเฝ้าแต่ปรศุรามดื้อดึงจะเข้าเฝ้าให้ได้จึงเกิดการต่อสู้กัน แต่ปรศุรามสู้พระพิฆเนศวรไม่ได้จึงใช้ขวาน ซึ่งเป็นของพระอิศวรประทานไว้ให้จามเข้าใส่เศียรของพระพิฆเนศวร พระพิฆเนศวรเห็นเป็นขวานของพระบิดาจึงไม่กล้าทำอะไรรุนแรงเพียงใช้งารับขวานไว้ งาของพระพิฆเนศวรจึงหักออกมา   ด้วยเหตุนี้รูปพระพิฆเนศวรโดยทั่วไปจึงเห็นว่ามีงาเพียงข้างเดียว โดยนิยมทำงาทางด้านขวาหักมากกว่างาทางด้านซ้าย

เหตุที่พระพิฆเนศวรมีสายรัดท้องเป็นงูเห่า
   สืบเนื่องมาจากตอนที่พระพิฆเนศวรกลับจากงานบวงสรวงเหล่าเทพ พระพิฆเนศวรเสวยขนมต้มมากจนท้องโต ระหว่างทรงหนูพาหนะเพื่อกลับที่ประทับนั้น เผอิญมีงูเห่าตัวหนึ่งเลื้อยตัดหน้าหนูพาหนะของพระองค์ จนพระพิฆเนศวรตกจากหลังหนูพาหนะของพระองค์ ลงมานั่งท้องแตกกับพื้น และพิฆเนศวรโกรธจัดฆ่างูเห่าตัวนั้นตายแล้วจับขนมต้มยัดใส่ท้องตามเดิม  ด้วยความเสียดาย แล้วใช้งูเห่าตัวนั้นมาเป็นสายรัดท้องไม่ให้ขนมต้มแตกออกมาจากท้อง   ซึ่งเหตุการณ์ในครั้งนั้น พระจันทร์ซึ่งลอยอยู่กลางฟ้าเห็นเข้าโดยบังเอิญก็เกิดหัวเราะเยอะขบขันในการกระทำของพระพิฆเนศวรซึ่งก็ทำให้พระพิฆเนศวรโกรธด้วยความละลายจึงใช้งาขว้างใส่พระจันทร์ในทันที งาที่ขว้างใส่พระจันทร์ก็ติดแน่นอยู่ที่พระจันทร์ จนกระทั่งรัศมีอันสว่างไสว งดงามของพระจันทร์นั้นมืดลับดับหายไป อันเป็นที่มาของข้างแรมที่มนุษย์โลกเห็นว่าพระจันทร์นั้น บางครั้งก็เว้าแหว่างไม่เต็มดวงตลอดเดือน" ด้วยเหตุนี้พระพิฆเนศวรกับพระจันทร์จึงไม่ค่อยกินเส้นกัน โดยถือเป็นข้อห้ามว่าหากวันใดมีการประกอบพิธีที่มีองค์พระพิฆเนศวรอยู่ในพิธีใด คืนนั้นห้ามมองพระจันทร์ แต่หากใครมองพระจันทร์จะถูกพระพิฆเนศวรสาบให้เป็นคนที่น่ารังเกียจเดียดฉันท์ที่สุด

เหตุที่พระพิฆเนศวรมีหนูเป็นพาหนะ
   เวลาเรามองรูปประติมากรรมหรืองานจิตกรรมใดๆ ของพระพิฆเนศวร เรามักจะเห็นมีหนูเป็นสัตว์บริวาร หรือบางทีก็เป็นสัตว์พาหนะ พระองค์ประทับหลังหนูเป็นต้น มีตำนานดังนี้ ในสมัยก่อนมีอสูรร้ายตนหนึ่งชื่อ "คชมุขาสูร" มีหน้าเป็นช้างมีฤทธิ์มากใครฆ่าไม่ตาย สร้างความเดือดร้อนไปทั้ง 3 โลก (ตรีโลก หรือ 3 โลก คือ โลกสวรรค์, โลกมนุษย์ และโลกบาดาร) ร้อนถึงพระอิศวรมีเทวโองการให้พระพิฆเนศวรลงมาปราบ ทั้งพระพิฆเนศวรและคชมุขาสูรรบกันอยู่นาน  แต่ดูเหมือนว่าพระพิฆเนศวรจะมีอิทธิฤทธิ์มากกว่าจึงสะกดและสาบ คชมุขาสูรให้เป็นหนู พระพิฆเนศวรจึงมีพาหนะเป็นหนู และได้รับนามว่า "อาขุรถ" (ผู้ทรงหนูเป็นพาหนะ) ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา หลังจากนั้นพระพิฆเนศวรได้แต่งงานกับนางพุทธิ และนางสิทธิ ธิดาของประชาบดีอิศวรูป มีบุตร 2 คน คือนางพุทธิให้กำเนิดลาภะ ส่วนนางสิทธิให้กำเนิดเกษม
ภาณุพงศ์ เผือกกันสี  22/7/55